|
|
 |
| |
 |
-
|

รศ.นพ. ปิยะมิตร ศรีธรา
ในปัจจุบันพบว่าการป่วยด้วยโรคเบาหวานเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญมากต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจจนมีบางคนกล่าวว่าการเป็นโรคเบาหวานเป้นเสมือนหนึ่งว่าได้มีโรคหลอดเลือดหัวใจด้วยแล้ว
โรคหลอดเลือดหัวใจ หมายถึงโรคที่เกิดจากการเสื่อมของผนังหลอดเลือดแดงโคดรนารี่ (Coronary Artery) ซึ่งเป็นหลอดเลือดที่นำเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ เมื่อเกิดโรคนี้ ลักษณะเฉพาะคือ ผนังหลอดเลือดหนาขึ้น แข็ง ขรุขระ และตีบแคบ ทำให้เลือดผ่านได้น้อยลง เมื่อเลือดไหลผ่านได้น้อย จึงทำให้กล้ามเนื้อหัวใจที่อยู่ปลายทางได้รับเลือดไม่พอ ก็จะเกิดอาการจุกแน่นหน้าอก โดยอาการเป็นมากขึ้น เมื่อออกกำลังหรือทำงานหนัก
ในกรณีที่ตะกรันบริเวณบริเวณผนังหลอดเลือดหัวใจที่หนาตัวจนเกิดอาการปริ กะเทาะ จะกระตุ้นให้เกล็ดเลือดที่อยู่ในกระแสเลือดมารวมตัวกันในบริเวณตะกรันที่ปริกะเทาะ ทำให้เกิดการอุดตันอย่างเฉียบพลันจากลิ่มเลือด ถ้าไม่มีการแก้ไขให้เลือดไหลผ่านได้อย่างเพียงพอ กล้ามเนื้อหัวใจที่ขาดเลือดก็จะเกิดบาดเจ็บเสียหาย จนทำให้เซลล์กล้ามเนื้อหัวใจตายเป็นหย่อมๆ เรียกว่า ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน (Acute Myocardial Infarction) |
 |
ซึ่งกล้ามเนื้อที่ตายมักจะกระตุ้นให้หัวใจเกิดการเต้นผิดจังหวะ ทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตอย่างกะทันหัน ได้จากการเต้นของหัวใจที่ผิดจังหวะ กรณีที่กล้ามเนื้อหัวใจถูกทำลายเป้นบริเวณกว้างและจำนวนมาก ก็ทำให้หน้าที่ของหัวใจในการสูบฉีดเลือดล้มเหลว จึงเป็นอันตรายถึงชีวิตได้เช่นกัน
ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดการเสื่อมของผนังหลอดเลือดหัวใจมาจากสหปัจจัย บางชนิดปรับเปลี่ยนไม่ได้ เช่น ประวัติการเป็นโรคของคนในครอบครัว (บิดามารดา และพี่น้องสายตรง) บางชนิดปรับเปลี่ยนหรือควบคุมได้ เช่น การสูบบุหรี่ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ภาวะอ้วน และการไม่ออกกำลังกาย
การมีปัจจัยเสี่ยงหลายชนิดร่วมกัน ก็จะทำให้ความเสี่ยงในการเกิดโรคเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ ตัวอย่างเช่น การศึกษาพบว่าในชายอายุระหว่าง 30-60 ปี การมีไขมันในเลือดสูง จะมีโอกาสเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจมากกว่า ผู้ที่ไม่มีปัจจัยเสี่ยงประมาณ 2 เท่า แต่ถ้าสูบบุหรี่ร่วมกับการมีความดันโลหิตสูง และไขมันในเลือดสูง จะมีโอกาสเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจมากกว่าคนธรรมดาถึง 8.5 เท่า
ความดันโลหิตสูงเป็นปัจจัยเสี่ยงที่พบบ่อย ระยะเวลาที่มีความดันโลหิตสูง และความรุนแรงมีส่วนสัมพันธ์กับการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ การควบคุมความดันโลหิตด้วยวิธีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมร่วมกับการใช้ยา จะลดอันตราการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจและการเกิดอัมพาตได้
ในปัจจุบันพบว่าการป่วยด้วยโรคเบาหวานเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญมาก ต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ จนมีบางคนกล่าวว่า การเป็นโรคเบาหวาน เป็นเสมือนหนึ่งว่า ได้มีโรคหลอดเลือดหัวใจสูงถึง 45% ในผุ้ป่วยเบาหวานเทียบกับในผู้ที่ไม่ได้เป็นเบาหวานที่มีความชุกน้อยกว่า 25% การศึกษาเมื่อไม่นานมานี้ แสดงให้เห็นว่าระดับน้ำตาลในเลือด จะสามารถทำนายอัตราการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจได้โดยตรง เช่น ในกรณีที่ใช้ระดับค่าน้ำตาลเฉลี่ย (HbA1c) เป็นตัวบอกระดับน้ำตาล พบว่าการมีระดับ HbA1c สูงขึ้น 1% จะเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจเพิ่มขึ้น 10-30%
บุหรี่เป็นปัจจัยสำคัญในการทำให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน เนื่องจากในควันบุหรี่มีสารพิษหลายอย่าง ที่เป็นอันตรายต่อหลอดเลือดหัวใจ สารสำคัญที่มีผลต่อหัวใจสองชนิด คือ นิโคตินและคาร์บอนมอนนอกไซด์
นิโคติน ตัวการที่ทำให้เกิดการเสพติดในบุหรี่ เป็นสารที่มีลักษณะเฉพาะมากที่สุดของบุหรี่ เป็นสารที่ทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น อัตราเต้นของหัวใจเพิ่มขึ้น หลอดเลือดที่มาเลี้ยงหัวใจหดเกร็งตัว กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดไปเลี้ยง และทำให้หัวใจต้องการออกซิเจนเพิ่มขึ้น
คาร์บอนมอนนอกไซด์ สามารถจับกับเม็ดเลือดแดงได้อย่างถาวร จึงเหลือเม็ดเลือดแดงที่จะทำหน้าที่นำพาออกซิเจน และคาร์บอนมอนนอกไซด์ได้น้อยลง กล้ามเนื้อหัวใจก็จะได้ออกซิเจนน้อยและไม่เพียงพอ ตามปกติเม็ดเลือดแดงจะเคลื่อนผ่านตามหลอดเลือดเล็กๆ ได้โดยการที่ผนังของเม็ดเลือดยืดหยุ่นตัว แต่พอได้รับคาร์บอนมอนนอกไซด์ เม็ดเลือดแดงจะกระด้าง ไม่สามารถหยุ่นตัว จึงซอกแซกไปตามหลอดเลือดเล็กๆ ไม่ได้เกิดการครูดกับผนังหลอดเลือดเป็นแผล ร่างกายก็จะมีขบวนการซ่อมแซมทำให้ผนังหลอดเลือดนั้นๆ ตีบลง ถ้าเป้นกลับหลอดเลือดไปเลี้ยงหัวใจ ก็จะทำให้หัวใจขาดเลือดปริมาณและระยะเวลาของการสูบบุหรี่ จึงมีผลกับความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ
|
|
| |
 |
|
|
| |
© Copyright HeartAndCholesterol.com All rights Reserved 2005 |
|
|
|